สรุปสำคัญ
- U=U หมายถึงการรักษาจนกดไวรัสได้ต่อเนื่องตามเกณฑ์ ทำให้ไม่ถ่ายทอด HIV ทางเพศสัมพันธ์ ไม่ได้หมายถึงเชื้อหายจากร่างกาย
- ค่า Viral Load ใช้ติดตามปริมาณไวรัส ส่วน CD4 ใช้ประเมินภูมิคุ้มกัน จึงไม่ใช่ผลตรวจที่ใช้แทนกัน
- รักษาต่อเนื่องและตรวจตามนัด หากผลเปลี่ยนไปให้คุยกับทีมดูแลก่อนเปลี่ยนยา
เมื่อเราติดเชื้อไวรัสเอชไอวีแล้ว ไวรัสเอชไอวีจะเจาะเข้าไปในเม็ดเลือดขาวภูมิคุ้มกัน เพื่อเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสเอชไอวี ทำให้ CD4 จำนวนลดลง เมื่อ CD4 ลดลง ปริมาณ Viral Load เพิ่มขึ้น เมื่อมีเชื้อเอชไอวี( HIV) อยู่ในร่างกายนานๆ เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายมากขึ้นนั่นเอง
ค่า CD4 คืออะไร
CD4 cells ย่อมาจากคำว่า Cluster of Differentiation 4 บางครั้งถูกเรียกว่า T-cells หรือ T-helper cells
CD4 คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่ควบคุม และต่อสู้กับเชื้อโรค และมีบทบาทในการจัดระบบภูมิต้านทานของร่างกายต่อการติดเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส
หลายคนอาจยังเข้าใจผิดว่า CD4 คือ เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือภูมิต้านทานในร่างกายของผู้มีเชื้อเอชไอวีเพียงเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว ในคนที่ร่างกายปกติก็มีเซลล์เม็ดเลือดขาวหรือ CD4 เช่นเดียวกัน
เชื้อไวรัสเอชไอวี มีผลมาทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ที่สำคัญนี้โดยตรง จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่เป็นปกติเปิดโอกาสให้ภูมิคุ้มกันถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง ถ้าปล่อยไว้นานจนในที่สุดร่างกายจะไม่มี CD4 เซลล์มากพอที่จะต่อสู้ต้านทานเชื้อโรคและการติดเชื้อต่างๆ
ค่า VL หรือ Viral load คืออะไร
ค่า VL หรือ Viral load คือ ปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือด 1 มิลลิลิตร (Cells/cu.mm)
หากผู้ติดเชื้อเอชไวีกินยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จะทำให้ปริมาณของเชื้อเอชไอวีในเลือด เหลือน้อยกว่า 50 ตัว (ก๊อปปี้) ต่อ 1 มิลลิลิตรของเลือด (Viral load < 50 copies/ml) ทางการแพทย์จะเรียกว่า เป็นสถานการณ์ ควบคุมไวรัสได้ เป็นการควบคุมไม่ให้เชื้อไวรัสก๊อบปี้ตัวเพิ่ม นั่นแสดงว่าเชื้อไวรัสเอชไอวี ในกระแสเลือด และของเหลวในร่างกายมีน้อยมากแล้วนั่นเอง
เมื่อไหร่ที่มีเชื้อเอชไอวีในเลือดสูง แสดงว่ายาที่ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีกิน ไม่สามารถควขคุมเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ (มีการก๊อบปี้ตัวเพิ่มขึ้น) เพราะว่ายิ่งมีเชื้อเอชไอวีในร่างกายมาก ก็ยิ่งทำให้จำนวนของ CD4 ลดลง จึงทำให้เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น

Viral Load Test การตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส
Viral Load Test คือ การตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัสที่อยู่ในเลือด เพื่อประเมินสุขภาพของผู้ติดเชื้อว่าสามารถควบคุมปริมาณไวรัสไม่ให้มากเกินอยู่ในระยะปลอดภัยต่อสุขภาพได้หรือไม่ และใช้เป็นเครื่องมือประเมินผลการรักษาด้วยยาต้านไวรัสว่าสามารถลดจำนวนของไวรัสในกระแสเลือดลงได้ผลตามที่ต้องการหรือไม่
หลักการรักษาผู้มีเชื้อเอชไอวี
เชื้อเอชไอวีจะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ซึ่งเชื้อเอชไอวีนั้นจะถูกสร้างโดย CD4 Cell เมื่อเชื้อมีปริมาณมากเซลล์ CD4 Cell ก็จะต่ำ จึงควรเริ่มการรักษาก่อนที่ภูมิคุ้มกันจะถูกทำลาย และนอกจากดูจำนวน CD4 Cell แล้วก็ยังต้องดู viral load หรือปริมาณเชื้อที่อยูในกระแสเลือดด้วย หากพบ viral load มาก เชื้อในร่างกายก็จะมาก
อวัยวะก็จะถูกทำลายมาก และเร็ว และที่สำคัญคือ อาจเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งทำให้เชื้อดื้อยาได้ง่าย ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาคือจะต้องทำให้ปริมาณเชื้อ (viral load) ในร่างกายมีน้อยที่สุด การรักษาจะใช้ยาร่วมกันหลายชนิดเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา จำไว้ว่าหากเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาอย่าหยุดยาชนิดใดชนิดหนึ่งโดยลำพัง ให้ปรึกษาแพทย์เสมอ
เพราะอาจจะทำให้เชื้อดื้อยา
การเลือกใช้ยารักษาผู้ติดเชื้อ
ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้
- ปริมาณเซลล์ CD4 และปริมาณเชื้อเอชไอวี (Viral load)
- ประวัติการรักษาโรคติดเชื้อ HIV
- ปริมาณยาที่ใช้และราคายา
- ผลข้างเคียงของยา
- การออกฤทธิ์ต้านกันของยาที่ใช้ร่วมกัน
เมื่อไรถึงจะเริ่มรักษา
ผู้มีเชื้อ HIV ที่ยืนยันผลแล้วควรได้รับยาต้านไวรัส แม้ไม่มีอาการหรือค่า CD4 ยังสูง ไม่ต้องรอให้ปริมาณไวรัสสูงหรือภูมิคุ้มกันลดลง ทีมดูแลจะวางแผนเริ่มรักษาโดยเร็วตามโรคร่วมและสถานการณ์เฉพาะบุคคล
- กรณีการรักษาผู้ป่วยหลังสัมผัสโรคติดเชื้อ HIV ( Post-Exposure Prophylaxis ) ควรทำภายใน 72 ชั่วโมง เช่น การที่เจ้าหน้าที่ถูกเข็มตำขณะทำงานโดยที่เข็มนั้นเปื้อนเลือดผู้ป่วยติดเชื้อเอชๆอวี หลังสัมผัสเชื้อทันทีจะไม่สามารถใช้วิธีการเจาะเลือดหา viral load หรือ antigen หรือ antibody ได้ เพราะจะยังหาไม่พบ
- การให้ยาแก่คนที่สัมผัสโรคจะสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ แต่ในกรณีของผู้ที่ร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ยังไม่มีรายงานว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากแค่ไหน ดังนั้นผู้ที่สัมผัสโรคต้องปรึกษากับแพทย์ก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการใช้ยา หากต้องใช้จะเป็นเวลานานแค่ไหน และผลข้างเคียงของยามีอะไรบ้าง
- กรณี Primary Infection หมายถึง ภาวะตั้งแต่เริ่มได้รับเชื้อจนกระทั่งภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นจนสามารถตรวจพบได้ ช่วงระยะนี้มีเวลาประมาณ 12-20 สัปดาห์ หากพบผู้ป่วยในระยะนี้ต้องรีบให้การรักษาโดยเร็ว แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำว่าให้รับประทานตลอดชีวิต แต่บางท่านแนะนำให้รับประทานยา 24 เดือนแล้วลองหยุดยา
- ผู้มีเชื้อ HIV ที่ยืนยันผลแล้วควรได้รับยาต้านไวรัส แม้ไม่มีอาการหรือค่า CD4 ยังสูง การเริ่มยาให้เร็วที่สุดต้องวางแผนกับแพทย์ตามโรคร่วมและความพร้อม ไม่รอจนภูมิคุ้มกันลดลง

การรักษา
ก่อนการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อเอชไอวีในหลายแง่มุม รวมทั้งระยะของเชื้อ และอาการของโรค การดื้อยา ผลข้างเคียงของยา ราคายา การติดเชื้อโรคฉวยโอกาส เพื่อให้ผู้ติดเชื้อตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการรักษา และเมื่อผู้ติดเชื้อทำการรักษา แพทย์จะจ่ายยาที่เหมาะสมกับผู้ติดเชื้อที่สุดเพื่อป้องกันการดื้อยา ผู้ติดเชื้อจะต้องปฎิบัติตามคำสั่งแพทย์ และต้องกินยาตามเวลาอย่างเคร่งครัด เพราะการขาดยาแม้เพียงมื้อใดมื้อหนึ่ง ก็จะทำให้ระดับยาในเลือดลดลง ซึ่งทำให้เชื้อดื้อยาได้
เป้าหมายในการรักษา
เชื้อเอชไอี เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ การยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี จะทำให้เชื้อหยุด หรือชะลอการกลายเป็นโรคเอดส์ โดยมีเป้าหมายในการรักษาผู้มีเชื้อเอชไอวี มีดังนี้
- เพื่อยืดอายุ และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาว
- หยุดการแบ่งตัวของไวรัสให้เหลือน้อยที่สุด(น้อยกว่า 50) และนานที่สุด
- สามารถใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพให้นานที่สุด
- ลดผลข้างเคียงของยา
ข้อสำคัญคือผู้มีเชื้อเอชไอวี สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในระยะยาวโดยที่ไม่เกิดอาการ ทั้งที่ยังไม่ได้รักษา ดังนั้นผู้ป่วยบางรายยังไม่จำเป็นต้องรีบรักษาก็ได้ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์
การติดตามการรักษา
หลังการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น แพทย์จะนัดตรวจทุก 3-6 เดือน เพื่อประเมินสิ่งต่อไปนี้
- ดูประสิทธิผลของยา หากได้ผลดี CD4-T และ viral load ควรจะอยู่ในเกณฑ์ดี
- ผลข้างเคียงของยา และปัญหาเกี่ยวกับผู้ป่วย
- ดูการดำเนินของโรคว่าเชื้อกลายไปเป็นโรคเอดส์หรือยัง
- ดูว่ามีโรคฉวยโอกาสเกิดขึ้นหรือยัง
- ดูแลสุขภาพทั่วไป
บทความที่เกี่ยวข้อง
เอชไอวี (HIV) ติดต่อกันได้อย่างไร?
ยาต้านไวรัสเอไชวี (ARV) คืออะไร
อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :
- ค่า CD4 กับ Viral load มีความสัมพันธ์กันอย่างไร http://www.bim100-th17.com/hivaics/CD4-กับ-Viral-load.html
- Viral Load Test https://www.brianet.com/clinic/viral-load-test/
- ข้อมูลที่จะนำเสนอต่อไปนี้จะเป็นข้อมูลสำหรับผู้ป่วยเพื่อวางแผนในการรักษา ข้อมูลการดูแล HIV จาก Caremat
คำถามที่พบบ่อย
ตรวจไม่พบหมายถึงหายขาดไหม
ไม่ใช่ ยังต้องรักษาและตรวจตามนัด U=U ใช้กับการถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์เมื่อกดไวรัสได้ต่อเนื่องตามเกณฑ์
CD4 กับ Viral Load ใช้แทนกันได้ไหม
ไม่ได้ CD4 ใช้ประเมินภูมิคุ้มกัน ส่วน Viral Load ใช้ติดตามปริมาณไวรัส ให้ทีมดูแลแปลผลร่วมกัน
ผลเปลี่ยนไปควรเปลี่ยนยาเองไหม
ไม่ควร ให้แจ้งทีมดูแลพร้อมผลตรวจและข้อมูลการใช้ยา เพื่อประเมินก่อนเปลี่ยนแผน
ข้อควรระวังในการใช้ข้อมูล
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือแผนดูแลเฉพาะบุคคล ให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้บริการก่อนเริ่ม หยุด เปลี่ยนยา หรือปรับขนาดยา หากมีอาการรุนแรงให้รับการดูแลเร่งด่วน
แหล่งอ้างอิงประกอบการปรับปรุง
อ้างอิงการเริ่มรักษา: NIH: การเริ่มยาต้าน HIV
ปรับปรุงเนื้อหา: 8 ตุลาคม 2569
